-_

2009/Nov/28

 


 "พ่อไม่รักหนู...พ่อเกลียดหนู"

 ฉันจำประโยคนี้ได้ดี อาจเพราะว่ามันเป็นประโยคสุดท้ายที่ฉันได้มีโอกาสได้พูดกับพ่อ ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ ตั้งแต่ฉันอายุได้ประมาณแปดขวบจวบจนกระทั่งวันนี้ ที่ฉันมีอายุยี่สิบกว่าแล้วก็ตามที ทำไมน่ะเหรอ ? อาจเพราะตั้งแต่ฉันพูดประโยคนั้นกับพ่อไป พ่อก็ไม่เคยมาหาหรือติดต่อฉันอีกเลย

 ฉันอยู่กับพ่อมาตั้งแต่จำความได้ ใครหลายคนมักจะบอกว่าตัวเองจำเรื่องราวในตอนที่เป็นเด็กไม่ได้...ผิดกับฉัน นั่นอาจเป็นเพราะว่าฉันมีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อไม่มากนัก เพราะอย่างนั้นทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับพ่อฉันจึงจำมันได้ดี พ่อเคยเล่าให้ฉันฟังว่าฉันเป็นเด็กที่นอนหลับยากมาก พ่อต้องอุ้มฉัน เอาฉันขี่หลังแล้วร้องเพลงกล่อมอยู่เป็นนานสองนานกว่าฉันจะยอมหลับ แต่ถึงกระนั้นพอพ่อวางฉันลงบนเตียงทีไร ฉันก็ต้องตื่นมาลืมตาแป๋วทุกที... ฉันจำได้ถึงหนวดเคราของพ่อที่มักจะทำให้ฉันเจ็บในตอนที่พ่อหอมแก้มฉัน พ่อชอบกอด ชอบฟัด ชอบหอมฉันจนฉันรำคาญต้องไล่ให้พ่อไปโกนหนวดก่อนทุกครั้งไป... ฉันจำได้ว่าพ่อชอบพาฉันไปเล่นที่สนามเด็กเล่น พ่อจะเล่นกับฉันเหมือนเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน และชอบบอกให้ฉันกลับบ้านทั้งๆ ที่ฉันเองยังไม่อยากกลับอยู่เสมอ... พ่อเป็นนักเขียนและเป็นคนชอบดื่ม แม้ทุกครั้งฉันจะบอกพ่อให้พ่อเลิกดื่ม เลิกสูบบุหรี่ พ่อสัญญาแต่ก็ทำไม่ได้จนทำให้ฉันร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นพ่อผิดคำสัญญา...

 เมื่อตอนฉันอายุได้แปดขวบ แม่กับพ่อเลิกกัน แม่พาฉันมาอยู่ที่แมนชั่นแห่งหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อกับแม่เลิกกัน จำได้เพียงแต่ว่าในตอนแรกที่แม่พาฉันออกมาอยู่ข้างนอก พ่อก็ยังมาหาฉันอยู่บ่อยๆ เราสองคนพ่อลูกยังคงหัวเราะ และเล่นกันเหมือนเดิม แต่หลังๆ พ่อก็เปลี่ยนไป... พ่อเริ่มไม่มาหาฉัน พ่อทำแค่เพียงโทรศัพท์มาหา และสุดท้ายฉันก็พูดประโยคนั้นออกไป...แล้วพ่อก็ไม่มาหาฉันอีกเลย

 "พ่อไม่รักหนู...พ่อเกลียดหนู"

 แม่พาฉันกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดแม่...นราธิวาส นั่นยิ่งทำให้ระยะทางระหว่างฉันกับพ่อห่างกันมากขึ้นไปอีก ฉันคิดถึงพ่อ...ฉันคิดในใจว่าถึงพ่อมาหาฉันไม่ได้ แค่พ่อโทรมาก็ยังดี...แต่พ่อก็ไม่เคยโทรมา และถึงแม้ว่าฉันอยากจะลืมพ่อเท่าไหร่ก็ตามที...แต่ฉันก็ไม่อาจทำได้ ไม่รู้ว่าทำไม?

 ฉันกำลังยืนอยู่ในบ้านของพ่อ...บ้านที่ฉันเองเคยอาศัยอยู่เมื่อตอนสมัยยังเด็กๆ พ่อเพิ่งเสียไปได้ไม่นานด้วยโรคมะเร็งปอด บ้านหลังนี้เป็นสมบัติชื้นเดียวที่พ่อมีอยู่ และท่านมอบให้ฉันหลังจากที่ท่านได้เสียไป มันเป็นบ้านเดี่ยวหลังเล็กๆ อยู่ในหมู่บ้านชานเมืองที่กรุงเทพ บ้านของพ่อเต็มไปด้วยต้นไม้ที่พ่อปลูก ทำให้บรรยากาศดูสงบและร่มรื่น...ฉันหยิบกุญแจและไขประตูบ้านเข้าไป

 ในบ้านของพ่อยังมีรูปของฉันตอนเด็กๆ แขวนอยู่เต็มไปหมด ทั้งรูปเดี่ยวและรูปที่พ่อถ่ายคู่กับฉัน บ้านของพ่อมีคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางบ้าน และมีต้นฉบับหนังสือมากมายวางกองระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด ไม่รู้ว่าอะไรเหมือนกันที่ทำให้ฉันตัดสินใจเสียบปลั๊กแล้วเปิดคอมพิวเตอร์ตัวนั้นดู... ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของพ่อมีไฟล์งานเขียนอยู่เต็มไปหมด แต่ไฟล์ที่ทำให้ฉันสนใจมันเป็นไฟล์เล็กๆ ที่มีชื่อว่า...

 "ถึงลูกรักของพ่อ"

 พ่อรู้ดีว่าพ่อไม่ใช่พ่อที่ดีที่สุดในโลก พ่ออาจทำให้หนูเสียใจ พ่อาจจะทำให้หนูร้องไห้มาตลอด... พ่อไม่โกรธถ้าหนูจะเกลียดพ่อ... แต่พ่ออยากบอกให้หนูรู้ไว้อย่างหนึ่ง นั่นคือความจริงที่ว่า...พ่อรักหนู

 พ่อเขียนจดหมายฉบับนี้แม้รู้ว่าหนูอาจจะไม่ได้อ่านมัน

 หนูอาจจะจำไม่ได้ แต่พ่อเคยบอกกับหนูว่า...พ่อกับแม่มีเหตุผลที่ทำให้ต้องเลิกกัน แต่ขอให้หนูจำไว้อย่างว่าพ่อกับแม่ต่างก็ยังรักหนูเหมือนเดิม... ในช่วงแรกที่พ่อกับแม่แยกทางกัน พ่อพยามที่จะคุยกับแม่...ขอให้พ่อได้มีโอกาสเจอหนูบ้าง แต่แม่ของหนูเป็นคนบอกให้พ่อเลิกไปหาเพราะอาจทำให้หนูต้องเสียใจเวลาที่พ่อต้องกลับบ้าน... หนูเชื่อมั้ยว่าพ่อร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นน้ำตาของหนูเวลาที่หนูร้องให้พ่ออยู่ต่อกับหนูอีกหน่อย... ตั้งแต่นั้นมาพ่อก็ยังพยามที่จะติดต่อหนูมาตลอด...แค่โทรศัพท์...แค่ได้ยินเสียงหนูก็ยังดี... พ่อไม่โกรธหนูหรอกนะที่วันนั้นหนูพูดกับพ่อว่า "พ่อไม่รักหนู...พ่อเกลียดหนู" เพราะว่าพ่อเข้าใจ... แต่หลังจากวันนั้นพอพ่อโทรไปหาหนูเมื่อไหร่ แม่ของหนูก็จะตัดสายทิ้งทุกครั้งไป....

 พ่อไม่ได้เจอหนูนานมากแล้ว ไม่รู้ว่าหนูยังจำอะไรที่เกี่ยวกับตัวพ่อได้บ้าง แต่พ่ออยากบอกหนูว่า พ่อจำทุกเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวหนูได้นะ...

 หนูเป็นเด็กที่นอนหลับยากมาก พ่อต้องอุ้มหนู เอาหนูขึ้นขี่หลังแล้วร้องเพลงกล่อมอยู่เป็นนานสองนานกว่าหนูจะยอมหลับ แต่พอพ่อวางหนูลงบนเตียงทีไร หนูก็ต้องตื่นมาลืมตาแป๋วทุกที...

 พ่อยังจำได้ว่าหนูชอบบอกว่าเจ็บเวลาที่พ่อหอมแก้ม...
 
 พ่อจำได้ตอนที่เราเล่นด้วยกันที่สนามเด็กเล่น...พ่อกับหนูมีความสุขมาก ถึงแม้ว่าตอนที่พ่อเรียกหนูกลับหนูจะงอแงทุกครั้งก็ตาม...

 และพ่อยังจำได้ ว่าหนูขอให้พ่อสัญญาว่าจะไม่สูบบุหรี่...ไม่กินเหล้า แต่พ่อก็ผิดคำสัญญาทุกที...พ่อขอโทษ

 พ่อรู้ตัวดีว่าอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จดหมายฉบับนี้พ่ออ้อนวอนขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตก่อนที่จะตาย... ขอให้หนูมีโอกาสได้อ่านมัน...เพื่อให้หนูได้รับรู้เอาไว้ว่า พ่อรักหนูเสมอ

 ขอให้หนูเป็นเด็กที่มีความสุขในชีวิต
 จากพ่อที่ไม่เอาไหน

 "พ่อไม่รักหนู...พ่อเกลียดหนู"

 ฉันคิดแบบนั้นเมื่ออ่านจดหมายของพ่อจบลง...ทำไมน่ะเหรอ? เพราะถ้าพ่อรักฉัน พ่อต้องเลิกกินเหล้า เลิกสูบบุหรี่... พ่อคงไม่ทำร้ายตัวเองจนทำให้พ่อต้องตายไปก่อนวัยอันควร... พ่อควรจะมีโอกาสได้อยู่จนถึงวันที่ฉันเข้าใจความจริง และรับรู้ได้ว่าพ่อนั้นรักฉันมากแค่ไหน...

 ฉันหยิบรูปของพ่อรูปหนึ่งที่แขวนไว้ลงมา มันเป็นรูปที่เราสองพ่อลูกถ่ายด้วยกัน ในรูปนั้นเราทั้งสองยิ้ม...และดูมีความสุขมาก ฉันค่อยๆ หยิบรูปนั้นมากอดไว้แนบอก...น้ำใสๆ เริ่มไหลออกจากตาทั้งสองข้าง...

 "พ่อจ๋า...หนูรักพ่อ"

 

 

28 พฤศจิกายน 2552
'วราห์ชา'

 

 

edit @ 29 Nov 2009 17:07:18 by กูหมี

2009/Nov/27

 


 คุณอยากรู้มั้ยว่าอะไรที่สามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจได้ ?

 มันเป็นคำถามที่ทำให้ผมหยุดชงักจากการเหนี่ยวไกปืน ในขณะที่ปากกระบอกของมัจจุราชสีดำกำลังกดลงที่กลางหน้าผากของคู่สนทนาอยู่ ณ ขณะนี้ เขาเป็นหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบกว่ารูปร่างหน้าดี มีอาชีพรับราชการเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนชื่อดังประจำจังหวัด ใครๆ ก็เรียกเขาว่า 'อาจาร์ยป้อง' มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นใหญ่เป็นโตก็หลายคน แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่กล่าวมาทั้งหมด เหตุผลที่ทำให้ผมกำลังจะลงมือสังหารเขาในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ คือเขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อคดีสะเทือนขวัญ สังหารเหยื่อด้วยวิธีที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์มาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ราย!!

 หน้าตาและแววตาของอาจาร์ยป้องยังคงปราศจากอารมณ์ใดๆ แม้ในขณะที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตายได้ทุกเมื่อ เขานั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น มือทั้งสองถูกผมใช้กุญแจมือล็อคเอาไว้ เสื้อเชิ๊ตสีขาวที่เขาใส่ถูกชโลมด้วยเลือดของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจนกลายเป็นสีแดง เหยื่อรายสุดท้ายที่เขาจะมีโอกาสได้ฆ่าอยู่ตรงหน้าผม เธอเป็นหญิงสาววัยไม่เกินสามสิบเหมือนกับทุกรายที่ผ่านมาก่อนหน้า เสียชีวิตโดยการถูกเหล็กแหลมขนาดประมาณด้ามไม้กวาดเสียบทะลุตั้งแต่บริเวณช่องคลอดไปจนถึงปาก ก่อนที่จะถูกปักตรึงไว้กับพื้นดินราวกับฆาตกรกำลังต้องการจะประจานเหยื่อของตนให้โลกได้รับรู้ถึงความเหี้ยมโหดอำมหิตของมัน

"มึงทำแบบนี้ทำไม" ผมถามมันหลังจากเบือนหน้าออกจากเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายแล้ว
"คุณอยากรู้มั้ยว่าอะไรที่สามารถเปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจได้ ?" เขาย้อนถามผมกลับ ก่อนที่จะตอบคำถามของตัวเอง
"ความแค้นยังไงล่ะ ผู้กอง" ผมหัวเราะหลังจากที่ได้ฟังคำตอบจากเขา
"ความแค้นเหรอ พวกผู้หญิง 4-5 คนนี้ เขาไปทำอะไรให้มึงแค้นจนถึงกับต้องฆ่าแกงกันแบบนี้วะ?"

"ผู้กองมีลูกหรือยัง?" ผมนิ่งไปครู่นึงก่อนจะตอบว่ามี
"งั้นผู้กองก็คงรู้ดี ว่าความรักของพ่อที่มีต่อลูกนั้น มันมีมากมายขนาดไหน ถ้าใครมาทำให้ลูกผู้กองเจ็บ ผู้กองจะรู้สึกยังไง?"

 ผมเชื่อว่าความรู้สึกของผู้ที่เป็นพ่อแม่นั้นเหมือนกันทุกราย ความรักที่มีต่อลูกเป็นความรักที่ไม่มีเหตุผล ไม่ต้องการอะไรตอบแทน และหากใครมาทำให้ลูกของเราเจ็บ มันสมควรจะต้องเจ็บกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า ถึงแม้ว่าลูกของเราจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม!! แน่นอนผมคิดแบบนี้ ผมบอกแล้วไงว่ามันเป็นความรักที่ไม่มี และไม่ต้องการเหตุผล อาจาร์ยป้องยิ้มน้อยๆ ราวกับจะล่วงรู้ถึงความคิดของผม

"แล้วผู้กองรู้มั้ย ว่าผมไม่ได้ฆ่าแต่ผู้หญิง เหยื่อรายแรกของผมเป็นผู้ชาย รุ่นราวคราวเดียวกันกับเหยื่อรายต่อๆ มาน่ะแหละ"

 สิ่งที่เขาพูดออกมาเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน จากแฟ้มคดีไม่เคยมีเหยื่อผู้ชายรายไหนที่ถูกฆ่าตายด้วยวิธีที่ผิดแปลกพิศดารหรือคล้ายกับเหยื่อของเขาอย่างเช่นรายหลังๆ และด้วยตัวเลขของผู้เสียชีวิตด้วยการถูกฆาตกรรมในทุกวันนี้ มันเยอะเสียจนผมจำได้ไม่หมดว่าใครเป็นใคร หรือในบางรายเราก็ยังตามจับตัวคนร้ายไม่ได้ด้วยซ้ำไป

"ผมเริ่มลงมือเมื่อสองปีก่อน ผมสะกดรอยตามมัน สืบดูชีวิตประจำวันของมัน ดูว่าช่วงไหนที่มันจะต้องอยู่คนเดียว วันนั้นผมแอบตามมันไป พอสบโอกาสผมก็โปะยาสลบแล้วก็พามันขึ้นรถของมันเอง ก่อนที่จะไปจอดในที่ลับตาคน แล้วผมก็ถามมัน...."

"ผมถามมันว่า มันจำได้มั้ยว่าเคยทำอะไรชั่วๆ ไว้กับใครบ้าง ผู้กองเชื่อมั้ย มันไม่ตอบผม มันทั้งร้องทั้งดิ้น ทั้งอ้อนวอน ให้ผมปล่อยมันไป บอกผมว่าจะให้เงินผมแล้วจะไม่แจ้งความหรือดำเนินคดีอะไรกับผมเลย ผมเลยคิดเอาเองว่ามันคงจะจำไม่ได้..."

 ที่ทุ่งร้างวันนั้น บรรยากาศคล้ายกับตอนนี้ที่อาจาร์ยป้องกำลังถูกปากกระบอกปืนจ่อหัวอยู่ ในรถเก๋งคันนั้น อาจาร์ยป้องจัดการมัดมือ มัดเท้า และปิดปากเหยื่อรายแรกที่เป็นผู้ชายอย่างดี จนมั่นใจแล้วว่าเหยื่อไม่มีทางจะต่อสู้หรือหนีไปไหนได้อีก ก่อนที่จะหยิบมีดเล่มเขื่องที่มีใบมีดแบบฟันปลาออกมา แล้วบรรจงตัดอวัยวะเพศของผู้เคราะห์ร้าย เหยื่อทั้งร้องทั้งดิ้นด้วยความเจ็บปวดแต่ก็ไม่อาจหลีกหนีจากความตายไปได้

"หรือถ้ามันจำได้ว่ามันเคยทำอะไรไว้ ผมก็ยังคงจะฆ่ามันอยู่ดี" อาจาร์ยป้องตอบพร้อมกับรอยยิ้มสะใจ

 ผมจำได้แล้ว เหยื่อรายนั้นเป็นผู้ชาย ถูกตัดอวัยวะเพศและตายคารถของตัวเอง แต่เนื่องจากผู้ตายเป็นคนที่มีประวัติเจ้าชู้ ทางตำรวจเลยคิดว่าเป็นการฆ่าเพราะหึงหวง ตามสืบไปตามสืบมาก็จับมือใครดมไม่ได้ สุดท้ายเรื่องก็เงียบไป เพราะผู้ตายก็เป็นคนตัวคนเดียว ไม่มีญาติที่ไหนอีก

"มึงนี่ดูจากการฆ่าแล้ว ท่าทางจะหมกมุ่นอยู่แต่กับพวกอวัยวะเพศนะ" ผมพูดกับอาจาร์ยป้อง เขาเงียบไปครู่นึง
"ใช่..ผมหมกมุ่น พวกมันต้องได้รับในสิ่งที่พวกมันเคยทำ"
"แต่กูก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าไอ้ผู้ชายคนนั้นมันมาเกี่ยวอะไรกับพวกผู้หญิงที่มึงฆ่าวะ?" คำถามของผมทำให้เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่

"สิบห้าปีที่แล้ว มีข่าวใหญ่ข่าวหนึ่ง ไม่รู้ว่าผู้กองจำได้มั้ย แต่ผมจำได้ดีเลยล่ะ... มันเป็นข่าวที่ทำให้คนที่ได้ยินได้ฟังต่างก็ตกใจไปตามๆ กัน เป็นข่าวของเด็กนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งประมาณ 5 คน กำลังจับเพื่อนเด็กนักเรียนหญิงด้วยกันขึงพืด แล้วให้เด็กนักเรียนชายคนหนึ่งข่มขืน ทำแบบนั้นยังไม่พอ เด็กกลุ่มนั้นยังถ่ายคลิปไว้ประจานเด็กที่เป็นผู้เสียหาย จนคลิปหลุดออกมากลายเป็นข่าวดังไปทั้งเมือง"
"นี่..มึง กำลังจะบอกว่า...เด็กที่ถูกข่มขืนในคลิปนั่น.."

"ใช่ เด็กคนนั้นเป็นลูกของผมเอง แล้วคุณรู้มั้ยว่าอะไรที่แม่งเหี้ยกว่านั้น ไอ้ที่แม่งเหี้ยกว่านั้นก็คือ หลังจากที่ตำรวจได้ตามจับเด็กๆ ทั้งหมดที่ก่อเรื่องมาได้แล้วมันก็ไม่ยอมทำอะไร เพราะพ่อแม่ของเด็กพวกนั้นเอาเงินยัดบ้าง เพราะอ้างว่ากลัวเด็กเสียอนาคตบ้าง สักพักเรื่องมันก็เงียบหายไปเหมือนกับข่าวอื่นๆ แล้วคุณรู้มั้ยว่าลูกของผมเป็นยังไง ลูกของผมผูกคอตายเพียงไม่กี่วันหลังจากมีข่าวเพราะว่าทนอับอายไม่ไหว หึหึหึ"

 เรื่องที่อาจาร์ยป้องเล่ามาทั้งหมดทำให้ผมถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้สังคมของเรากลายเป็นแบบนี้ อะไรที่ทำให้เด็กๆ ของพวกเรากระทำการได้ราวกับไม่ใช่มนุษย์...

"สิบห้าปี ผมทนรอมาสิบห้าปี ให้เรื่องเงียบ เพื่อให้ทุกคนลืมเรื่องราวชั่วๆ ที่พวกมันเคยทำไว้ ก่อนที่จะเริ่มตามล่าพวกมันทีละคน"

 ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณทุ่งร้างที่เกิดเหตุ ผมหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ ก่อนที่จะส่งให้อาจาร์ยป้อง แต่เขาส่ายหน้า ผมดึงควันบุหรี่เข้าปอดก่อนที่จะพ่นออกมายาวๆ คิดในใจว่าหากเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นกับลูกของตัวเอง ผมเองก็คงจะกระทำการไม่ต่างจากอาจาร์ยป้องเท่าใดนัก อีกไม่นานกำลังเสริมก็คงจะมาถึงแล้ว อาจาร์ยป้องไม่ควรที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในคุก ผมคิดเช่นนั้นก่อนที่จะหยิบลูกกุญแจออกมาไขกุญแจมือให้อาจาร์ยป้องเป็นอิสระ ผมคิดไว้แล้วล่ะว่าจะบอกกับพวกตำรวจที่เหลือยังไง....

เสียงไซเรนดังไปทั่วบริเวณ รถตำรวจหลายคันจอดอยู่บริเวณที่เกิดเหตุ
"แหม ผู้กองนี่เก่งจริงๆ นะครับ สืบจนรู้ว่าฆาตกรเป็นใคร"
"นั่นสิครับ คิดไม่ถึงเลยนะ ว่าฆาตกรคืออาจาร์ยป้อง"

 เสียงตำรวจ 2-3 นาย พากันชื่นชมผมเป็นการใหญ่ ศพของอาจาร์ยป้องอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ หลักจากสังหารเหยื่อแล้ว ผมมาถึงที่เกิดเหตุพอดี อาจาร์ยป้องเห็นผมก็เลยยิงปืนเข้าต่อสู้พร้อมกับวิ่งหนี ลูกกระสุนของผมเจาะเข้าที่กระโหลกทางด้านหลังของฆาตกรใจเหี้ยมเป็นเหตุให้เสียชีวิตทันที

 'ความแค้นทำให้คนกลายเป็นปีศาจได้'

 ผมรู้ดีถึงความจริงในข้อนี้ เพราะผมได้เตรียมการณ์มาอย่างดีแล้ว ทั้งซุ่มดูและปล่อยให้อาจาร์ยป้องได้ทำการสังหารเหยื่อก่อน ทั้งการเตรียมอาวุธเถื่อนเพื่อยัดข้อหาต่อสู้เจ้าพนักงานให้กับอาจาร์ยป้อง ถึงแม้ผมจะสะอึกนิดหน่อย ตอนที่อาจาร์ยป้องเล่าถึงข่าวเมื่อสิบห้าปีก่อน ...ใช่ข่าวนั้น ผมเองก็จำได้ดี ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะ ในเมื่อไอ้ลูกสาวตัวดีของผมมันก็เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคราวนั้นด้วยน่ะสิ ผมเองก็วิ่งเต้นเกือบตายกว่าจะให้มันรอดมาได้ ไม่เคยนึกเลยว่าลูกของผมจะต้องกลายมาเป็นเหยื่อรายที่สองของไอ้อาจาร์ยป้องคนนี้

 ความรักที่มีต่อลูกเป็นความรักที่ไม่มีเหตุผล ไม่ต้องการอะไรตอบแทน และหากใครมาทำให้ลูกของเราเจ็บ มันสมควรจะต้องเจ็บกว่าเป็นร้อยเป็นพันเท่า ถึงแม้ว่าลูกของเราจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม...อโหสิกรรมให้ผมเถอะนะอาจารย์!!

 


27 พฤศจิกายน 2552
'วราห์ชา'

 

 

edit @ 27 Nov 2009 19:41:57 by กูหมี

2009/Nov/27


 ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า 'ผมอิจฉาไอ้สุเกียรติ'

 ไอ้สุเกียรติ หรือที่ผมชอบเรียกมันว่าไอ้เกียรติเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันกับผม เราสองคนมีบ้านอยู่ใกล้กัน จะเรียกว่ามันเป็นเพื่อนคนแรกของผมเลยก็ว่าได้ ตอนเด็กๆ เราเรียนที่โรงเรียนเดียวกัน แถมยังห้องเดียวกันอีก จนมาแยกกันก็เมื่อตอนจบชั้น ป.6 เพราะตอนนั้นมันได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่น ผมยังจำได้เลยว่ามันเคยขี้แตกในห้องเรียนตอนชั่วโมงวิชาสุขศึกษาเมื่อตอนมันอยู่ชั้น ป.2 แต่ถึงแม้ว่าทั้งผมและมันจะไม่ได้เรียนที่เดียวกันแล้ว ในช่วงเย็นหลังจากเลิกเรียนพวกเราก็ยังแวะไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ

 ช่วงมัธยมต้นผมและไอ้เกียรติคลั่งเพลงร็อคกันมาก ตอนเย็นเรามักจะหยิบเอาอัลบั้มเพลงของศิลปินที่พวกเราชื่นชอบมานั่งฟังกันอยู่เสมอ ถ้าไม่เป็นบ้านผมก็บ้านไอ้เกียรตินั่นแหละ ชาวบ้านแถวนั้นหากเดินผ่านบ้านของเราสองคนในช่วงเย็นๆ เมื่อไหร่ก็จะได้ยินเพลงของวง Limp Bizkit เอย วง Korn เอย วง Slipknot เอย ดังสนั่นออกมาอยู่เสมอๆ ส่วนเราสองคนน่ะเหรอ เหอะๆๆ กระโดดโยกหัวกันอยู่ในห้องนั่นล่ะครับ และอาจเพราะอิทธิพลของสื่อต่างๆ ทำให้ผมและไอ้เกียรติเผลอคิดไปเองว่าสักวันเราต้องได้กลายเป็นร็อคสตาร์บ้าง ในช่วงนั้นของชีวิตทั้งผมและมันเลยคิดที่จะตั้งวงดนตรีขึ้นมาสักวงเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง และเพื่อให้สาวๆ มากรี๊ดบ้าง...ก็เท่านั้นเอง

 เราเริ่มมาห่างๆ กัน ก็ตอนที่จบชั้น ม.3 ไอ้เกียรติมันไปสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังได้และเรียนต่อจนจบชั้น ม.6 ส่วนผมนั้นหลังจากจบ ม.3 แล้วก็ไปเรียนต่อที่โรงเรียนอาชีวะแห่งหนึ่ง ช่วงนี้ผมติดเพื่อนมากและกลับบ้านดึกทุกวันเพราะมัวแต่ไปนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนกลับมาถึงบ้านทีไรมองไปทางบ้านไอ้เกียรติก็ยังเห็นไฟที่ห้องของมันสว่างอยู่ทุกคืน มารู้เอาตอนหลังว่าไอ้เกียรติมันขยันอ่านหนังสือจนดึกทุกคืนเพราะอยากสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังในคณะที่มันไฝ่ฝัน ส่วนผมน่ะเหรอ..หลังจากเมากลับมาถึงบ้าน ก่อนนอนก็ต้องเปิดเพลงร็อค และเล่นกีต้าร์จนหลับไปทุกคืน

 และแล้วความขยันของไอ้เกียรติก็ส่งผลให้มันได้เข้าเรียนในมหาลัยที่มันอยากเข้าได้สำเร็จ แม่มันดีใจจนแทบจะปิดซอยเลี้ยงฉลองกันเลยล่ะครับ ส่วนตัวผมเองนั้นเปรียบกับมันก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน ถ้าด้านของไอ้เกียรติเป็นหัว ของผมก็ต้องเป็นก้อย จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่เห็นความสำคัญของการเรียนอีกต่อไป หลังจากจบอาชีวะ ผมตัดสินใจว่าจะเป็นนักดนตรีและเริ่มเล่นดนตรีตามผับกับเพื่อนๆ เพลงที่เล่นก็คงไม่ต้องบอกนะครับว่าเป็นเพลงแนวไหน

 ไม่น่าเชื่อว่าเวลา 4 ปีจะผ่านไปไวเพียงแค่เคาะหนึ่งบรรทัด ไอ้เกียรติเรียนจบปริญญาตรีด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 1 คราวนี้แม่มันปิดซอยเลี้ยงจริงๆ ครับท่าน ยังจำได้ว่าวันนั้นผมยังไปกินเหล้าและแสดงความยินดีกับมันอยู่เลย แต่ด้วยความที่เราห่างกันมานาน ผมกับมันเลยไม่ค่อยมีเรื่องอะไรจะคุยกันมากเท่าไหร่นัก ถามมันว่ามันยังฟังเพลงร็อคอยู่มั้ย มันบอกว่าเลิกฟังไปตั้งแต่ตอนเตรียมสอบเอ็นท์แล้ว แต่มันฝากให้ผมทำความฝันอีกครึ่งหนึ่งของมันให้เป็นจริงด้วย นั่นคือมีอัลบั้มของตัวเองออกมาสักชุด มันสัญญากับผมว่าถ้าผมทำสำเร็จเมื่อไหร่ มันจะมานั่งกินเหล้าแล้วก็คุยเรื่องความหลังกันให้ถึงเช้าไปเลย ไม่รู้ว่ามันพูดเพราะความเมาหรือเปล่า...

 หลังจากจบมหาลัยได้ไม่นาน ไอ้เกียรติก็เริ่มทำงานโดยเป็นครีเอทีฟให้กับบริษัทโฆษณาชื่อดังแห่งหนึ่ง ได้ข่าวว่าเงินเดือนของมันนั้นหลายหมื่น ผมเคยเจอมันบ้างตอนที่มันกลับมาจากที่ทำงาน ทั้งการแต่งตัว รูปร่าง หน้าตา และรถที่มันขับนั้น ช่างเหมือนว่ามันหลุดออกมาจากนิตยสารคลีโอ ประมาณว่ามันเป็น 1 ใน 50 หนุ่มในฝันของสาวๆ ทั้งประเทศยังไงยังงั้น พูดให้ชัดๆ ก็คือทำไมมันดูดี บูติคได้ยังงี้วะเนี่ย!! ในขณะที่ผม...ไว้ผมทรงเดร็ดล็อค ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์สามส่วน และโคตรอ้วนเพราะว่าซัดเบียร์ทุกวันตอนไปเล่นดนตรีที่ผับ ส่วนเรื่องเงินเดือนนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ ทุกวันนี้ใช้ชีวิตอยู่กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งน้ำข้น...

 แต่เย็นวันนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป...เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ในขณะที่ผมกำลังนั่งเกาหัวอ่านหนังสือโป๊อยู่เพลินๆ ปลายสายเป็นเสียงของเพื่อนร่วมวงคนหนึ่ง มันโทรมาเสียงสั่นๆ ตอนแรกนึกว่าญาติมันตาย...แต่ไม่ใช่ ข่าวดีที่มันบอกทำให้ผมกระโดดตัวลอยพร้อมกับร้องคำรามเสียงฮาร์ดคอร์ลั่นบ้าน แม่ผมแกคงตกใจนึกว่าใครมาล้มควายที่บ้านเลยวิ่งลงมาถามว่ามึงเป็นอะไร ผมยิ้มทั้งน้ำตาตอบแม่ไปว่า "แม่ครับผมได้เซ็นสัญญาออกเทปแล้ว" ถึงแม่ผมจะไม่ได้ปิดซอยเลี้ยงแบบแม่ไอ้เกียรติ แต่ผมรู้ว่าท่านเองก็ดีใจอยู่ไม่น้อย ผมรีบออกจากบ้านไปเลี้ยงฉลองกับเพื่อนในวง ณ ร้านเหล้าร้านประจำที่อยู่แถวมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ชอบร้านนี้มากเพราะสาวเยอะ ก่อนออกจากบ้านผมสวนกับไอ้เกียรตืพอดี เลยบอกข่าวดีมัน มันยิ้มดีใจกับผมและบอกว่าวันพรุ่งนี้เย็นมันจะมานั่งกินเหล้าที่บ้านผมจนถึงเช้าตามสัญญา ใจผมคิด...มันยังจำได้แสดงว่าวันนั้นที่มันพูดมันไม่ได้เมา

 ระหว่างที่ดื่มอยู่ภายในร้านผมมานั่งคิด...หลายปีหลังๆ มานี้ที่ผมไม่ได้คุยกับไอ้เกียรติ อาจเป็นเพราะผมรู้สึกว่ามันต่างจากผม พูดง่ายๆ ว่าเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน ตั้งแต่จบ ม.3 ไอ้เกียรติมันก็กลายเป็น 'มนุษย์กึ่งสำเร็จรูป' ที่เริ่มทำตามขั้นตอนของสังคมทุกอย่างจนออกมาจากโรงงานและกลายเป็นสินค้าเกรดเอชั้นเยี่ยมที่มีอยู่ในท้องตลาด จะว่าผมขวางโลกก็ได้นะ แต่ต่อให้ผมนั่งไทม์แมชชีนของโดเรม่อนได้ หรือต่อให้ผมต้องนอนจมซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปจนตาย ผมก็ยังเลือกที่จะไม่เรียนอยู่เหมือนเดิม ไม่รู้สิ...ผมว่าชีวิตคนเรามันต่างกัน และเราทุกคนเลือกทางเดินของตัวเองได้ แน่ะ!! เสือกมาปรัชญาอะไรกันตอนเมา ผมยิ้มให้กับตัวเองก่อนที่จะยกแก้วขึ้นชนกับเพื่อนๆ และดื่มจนหมด คืนนั้นยอมรับครับ...ว่าเมาปลิ้นจริงๆ

 เย็นวันรุ่งขึ้นในขณะที่ผมนั่งรอไอ้เกียรติอยู่ ไม่นานก็เห็นมันขับรถมาจอดที่หน้าบ้าน แล้วหันมาบอกว่า "เดี๋ยวกูไปทำธุระก่อนนะ แล้วจะมานั่งกินด้วย มึงจะไปกับกูมั้ย" ตอนนั้นไม่รู้ว่าผมคิดอะไรอยู่จึงตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไปกับมัน ระหว่างทางเราสองคนไม่ได้คุยอะไรกันเลย ไอ้เกียรติจอดรถภายในวัดแห่งหนึ่ง ผมเดินตามมันไปจนรู้ว่ามันมางานศพ เวรแล้วท่าน!! มางานศพก็ไม่บอก นี่ผมใส่กางเกงยีนส์สามส่วนมานะเนี่ย เจ้าภาพด่าเปิงแน่ ในขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะเดินออกไปรอมันด้านนอกงาน สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นแม่ของผมที่ใส่ชุดดำและกำลังร้องไห้อยู่เหมือนกับว่ามีใครตาย มองผ่านแม่ไปเห็นโลงศพตั้งอยู่ข้างหลัง หัวใจแทบจะหยุดเต้น เมื่อเห็นภาพขาวดำของตัวเองตั้งอยู่ด้านหน้าโลงศพ!!

 ใจคิดย้อนกลับไปคืนที่เมาปลิ้น...คืนนั้นขี่มอเตอร์ไซด์กลับบ้านคนเดียว เห็นถนนไม่ค่อยชัดทุกอย่างมันเบลอๆ ไปหมด รู้สึกว่าตัวเองง่วงมาก รู้สึกตัวอีกทีมีเสียงโครมดังสนั่น มอเตอร์ไซด์อยู่ที่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าตัวเองนั้นนอนอยู่ข้างถนน อาจเพราะฤทธิ์ของแอลกฮอล์ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกถึงความเจ็บปวด แต่รู้สึก...ว่าหนาวข้างในเหลือเกิน

 ไอ้เกียรตินั่งอยู่ที่ม้าหินหน้าบ้าน บนโต๊ะม้าหินมีเหล้ายี่ห้อ Red Lable และขวดโซดาวางอยู่ พร้อมกับแก้ว 2 ใบ หลังจากมันชงเหล้าเสร็จทั้ง 2 แก้ว มันก็ยกแก้วของมันขึ้นแล้วบอกกับผม "ไปดีเถอะนะเพื่อน"

 ผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า 'ผมอิจฉาไอ้สุเกียรติ'

 ไม่ใช่เพราะว่ามันเรียนเก่ง มีการศึกษา มีการงานดี แถมยังหน้าตาดีอีกต่างหาก แต่ผมอิจฉาที่มันยัง 'ได้ใช้ชีวิต' ในขณะที่ผมไม่มีโอกาสนั้นอีกต่อไปแล้ว....

 


27 พฤศจิกายน 2552
'วราห์ชา'

edit @ 27 Nov 2009 19:33:58 by กูหมี